Memorable Chiang Khan : คิดถึง 'เชียงคาน' ไม่เคยลืม 'เลย'

ปลายฝนต้นหนาวได้เวียนมาถึงอีกครั้ง พร้อมกับความรู้สึกเบื่อ ๆ เหงาๆ เพราะยังไม่มีที่เที่ยว ที่น่าสนใจบ้างเลย ว่าแล้วก็นั่งเปิดโทรทัศน์ดูข้อมูลข่าวสารเหตุการณ์บ้านเมือง แล้วบังเอิญไปเจอข่าวช่อง 9 สกู๊ปข่าว “เชียงคาน” พอดี หรือว่าฟ้าจะเป็นใจ...

Memorable Chiang Khan : คิดถึง 'เชียงคาน' ไม่เคยลืม 'เลย' by 'เจ้าชายรองเท้าแตะ'

เรื่อง : เจ้าชายรองเท้าแตะ
ภาพ : เจ้าชายรองเท้าแตะ
ในข่าวได้เล่าถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชุมชนเล็ก ๆ ริมฝั่งโขง ซึ่งขณะนี้ได้มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมมากมายเหลือเกินจนคาดว่าวิถีชีวิตของชาวเชียงคานกำลังจะต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอนในไม่ช้านี้ พอฟังจบเท่านั้นก็ปิ๊งไอเดียเลยว่าปลายฝนต้นหนาวแบบนี้จะไปไหนไม่ได้นอกจาก “เชียงคาน” ก่อนที่เชียงคานจะไม่ใช่เชียงคาน ได้คำตอบแล้วก็ไม่รอช้ารีบรวมรวบสมัครพรรคพวก สรรพกำลังพล ที่มีอยู่ในมือ ติดต่อสอบถามข้อมูลในการเดินทางครั้งนี้โดยด่วน ก่อนที่จะเริ่มวางแผนการเดินทาง ช่วงเวลาก่อนเดินทางนั้นสถานการณ์ดูจะไม่ค่อยเป็นใจเท่าใดนัก เพราะมีข่าวน้ำท่วมใหญ่ที่นครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง ถึงขนาดประกาศว่าครั้งนี้เป็นน้ำท่วมหนักที่สุดในรอบ 30 ปีเลยทีเดียว ทำเอาเหล่าสมาชิกร่วมเดินทางเริ่มมีอาการขวัญเสีย กลัวไปไม่ได้บ้าง กลัวไปแล้วกลับไม่ได้บ้าง ในฐานะผู้จัดการทั่วไป จึงต้องไปรวบรวมข้อมูลพร้อมกับศึกษาเส้นทางหลบเลี่ยงน้ำท่วมและปรึกษากับโชเฟอร์รถตู้ของเรา รวมถึงต้องประเมินเวลาเดินทางกันใหม่ด้วย ในที่สุดเราก็ได้ทางออกโดยการใช้ทางหลวงหมายเลข 21 ไปทางเพชรบูรณ์แล้วไปออกหล่มเก่า ก่อนจะมุ่งหน้าสู่จังหวัดเลย แล้วตรงเข้าเชียงคานตามแผน
ภูทอก จุดชมวิว สถานีคมนาคม เชียงคาน เลย เมื่อฤกษ์งามยามดี ณ เวลา 20.30 น. ของคืนวันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม 2553 ได้มาถึง เหล่านักเดินทางก็ออกเดินทางจากศรีราชา จังหวัดชลบุรี มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางที่ “อ.เชียงคาน” จังหวัดเลย ... หลังจากเวลาผ่านไปร่วม 10 ชั่วโมง เราก็มาถึงเชียงคานโดยสวัสดิภาพ ณ เวลา 06.30 พอดิบพอดี จุดหมายแรกที่ตั้งใจจะไปให้ได้ก็คือ “สถานีโทรคมนาคม อ.เชียงคาน” หรือในชื่อที่ผู้คนทั่วไปรู้จัก คือ “ภูทอก” ซึ่งอยู่ถัดจากอำเภอเชียงคานไปไม่ไกล บริเวณนี้เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดของ อ.เชียงคานซึ่งสามารถมองเห็นทัศนียภาพได้โดยรอบ มองออกไปเห็นแนวทิวเขาตัดกับแม่น้ำโขงเบื้องล่างเป็นภาพที่สวยงามมาก ๆ และยังสามารถมองเห็นทะเลหมอกได้จากจุดชมวิวนี้อีกด้วย น่าเสียดายที่การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลามากไปนิดจึงพลาดทะเลหมอกไป อีกทั้งอากาศก็ยังไม่หนาวพอจะสร้างหมอกได้เต็มที่ เราจึงเห็นเพียงแค่หมอกจาง ๆ และควัน ... จากการประกอบอาหารของชาวบ้างที่อาศัยอยู่ด้านล่างเท่านั้น

ไข่ปิ้ง ข้าวจี่ โรงพยาบาลเชียงคาน เชียงคาน เลย หลังจากที่ได้ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศยามเช้ากันอย่างเต็มอิ่มแล้ว ท้องที่ยังไม่อิ่มก็ร้องหิวกันอย่างจริงจังขึ้นมาทันที เราจึงมุ่งหน้ากลับเข้าสู่เข้าตัวอำเภอเชียงคานสู่จุดหมายถัดไปคือโรงพยาบาลอำเภอเชียงคาน ได้ยินแล้วอาจสงสัยว่า ….หิวแล้วไปโรงพยาบาลทำไม ตรงนี้มีคำตอบครับ ที่หน้าโรงพยาบาลนี้มีร้านข้าวจี่ ซึ่งถือเป็นทีเด็ดของเชียงคานอยู่ที่นี่ แล้วก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง เพราะได้ไปตระเวนชิมมาหลายร้านแล้วก็พบว่าไม่มีข้าวจี่ที่ไหนในเชียงคานจะอร่อยเท่าที่นี่จริงๆ ครับ ^^ นอกจากนี้แล้วในบริเวณใกล้ ๆ กันนั้นก็มีร้านขายข้าวเหนียวหมูย่าง และไข่ปิ้งอยู่ด้วย เห็นแบบนี้ไม่ต้องรอช้าแล้วครับ รวบยอดชิมเสียให้ครบจะได้ไม่มีร้านไหนต้องน้อยใจกัน หลังจากที่เริ่มอิ่มท้องกันแล้วก็เดินทางเข้าสู่ที่พักที่เราได้จองไว้กันเลย

ที่พัก เพลินเพลิน เชียงคาน เลย “เพลิน เพลิน” ซึ่งเป็นชื่อของที่พักที่เราได้จองไว้นั้นตั้งอยู่บริเวณถนนริมโขง บรรยากาศภายในแต่งแต้มด้วยสีสันสดใส มีมุมน่ารักเล็ก ๆ ในบ้านหลายมุม และที่พลาดไม่ได้ คือ มุมพักผ่อนหลังบ้าน เราสามารถนั่งชมทัศนียภาพของลำน้ำโขงพร้อมสูดอากาศ ยามเช้าได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว หลังจากที่เราได้จัดการเก็บข้าวของในห้องพักและอาบน้ำแต่งตัวใหม่ให้สดชื่นกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็พร้อมจะเดินทางต่อเพื่อเที่ยวชมและศึกษาวิถีชีวิตคนเชียงคาน ว่าแล้วก็ไม่รอช้ารีบจัดการเช่ารถจักรยานเพื่อขี่ชมบรรยากาศและถ่ายรูปโดยรอบ อัตราค่าเช่าปกติราคา 50 บาท แต่สำหรับคนที่เข้าพักกับ เพลิน เพลิน จะได้ราคาพิเศษ 30 บาท แต่เนื่องจากเราไปกันหลายคนเหลือเกินจึงจำเป็นต้องไปหาเช่าร้านอื่นเพิ่มเติมด้วย สุดท้ายเมื่อเราได้จักรยานมาครบทีมแล้วก็เริ่มปั่นจากหน้าเพลิน เพลิน ขึ้นไปผ่านตรอกซอยต่างๆ เพื่อชมบรรยากาศยามสายของเชียงคาน ภาพที่พบคือ ร้านค้าเริ่มทยอยเปิดบางส่วน รวมถึงบ้านพักที่ทำเป็นโฮมสเตย์ก็เริ่มเปิดรับแขกผู้มาเยือน แม้ว่าระหว่างที่ปั่นจักรยานผ่านจุดต่างๆ นั้นอยากจะแวะลงไปเก็บภาพแต่ด้วยความกังวลว่าจะใช้เวลามากและกระทบกับแผนการท่องเที่ยวที่วางไว้จึงจำใจปั่นจักรยานต่อไปสู่เป้าหมายหลัก ซึ่งนั่นก็คือ “วัด” ใช่แล้วครับ ทางทีมเราตั้งใจอย่างยิ่งกับทริปนี้ที่จะไหว้พระ 9 วัด พร้อมกับตักบาตรข้าวเหนียวในวันรุ่งขึ้น ตามแผนที่วางไว้ ปกติก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้ตักบาตรอยู่แล้ว นี่เป็นการตักบาตรข้าวเหนียวอีก นี่ครั้งแรกในชีวิตจริง ๆ
วัด โพนชัย เชียงคาน เลย กลับมาที่เป้าหมายของเราคือไหว้พระ 9 วัดในช่วงเช้า วัดแรกที่เราเจอตามเส้นทางการปั่นจักรยานนั้นก็คือ “วัดศรีคุณเมือง” พวกเรารีบจอดจักรยานโดยเร็วเพื่อทำเวลา แต่เราอดเข้าโบสถ์วัดศรีคุณเมืองเพราะว่ามีพิธีอุปสมบทพระอยู่ เราจึงขออนุญาตไม่เข้าไป ขอนมัสการอยู่ข้างนอกก็เพียงพอครับ ด้วยความเคารพพิธีกรรมของชาวบ้านที่นั่นเช่นกัน เมื่อปั่นจักรยานออกจากวัดศรีคุณเมืองล่วงเลยไปถึงซอย 1 บริเวณเส้นริมโขงจนสุดทาง เราก็เลี้ยวขึ้นไปทาง ถนนศรีเชียงคาน ซอย 1 ล่าง เพื่อมุ่งหน้าไป “วัดโพนชัย” ที่นี่เปิดให้เราเข้าไปไหว้พระในอุโบสถได้ครับ เพราะเมื่อครู่ก่อนที่คณะเราจะมานั้นมีนักท่องเที่ยวเหมือน ๆ เรา ไปขอกุญแจมาจากหลวงพ่อเพื่อเปิดเข้าไปถ่ายรูปพอดี นับว่าโชคดีมากๆ ที่ได้ไปกับเขาด้วย เมื่อออกจากวัดโพนชัย เราก็มุ่งตรงไปที่ “วัดป่ากลาง” แต่คราวนี้โชคดีไม่เป็นของเราเพราะอุโบสถปิดครับ ทำให้เราทำได้แค่นมัสการจากด้านนอกเท่านั้น สมาชิก ในทีมหลายคนเริ่มดูอ่อนล้าแล้ว จึงมีการลงความเห็นว่า พักสักนิดด้วยการทานข้าวเที่ยงตอน 10.45 น. เลย
ไอติม ลุงเติบ ข้าวเปียก วัด โพนชัย มหาธาตุ เชียงคาน เลย สำหรับอาหารมื้อเที่ยง ก็ไม่ได้ไกลจากวัดป่ากลางครับ เพราะเราเลือกไปทาน ”ข้าวเปียกซอย 10” ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดป่ากลางพอดี หลายคนอาจจะสงสัยว่า ข้าวเปียกคืออะไร อธิบายง่ายๆ ก็คือ ก๊วยจั๋บเวียดนามนั่นเองครับ ร้านนี้เป็นร้านที่มีชื่อเสียงระดับหนึ่งในเชียงคานเลยทีเดียว เมื่อได้ลิ้มลองรสชาติแล้ว บอกได้คำเดียวว่า “อร่อยมาก ๆ” อร่อยแบบไม่ต้องปรุงกันเลยสำหรับคนที่ไม่ทานเผ็ด ผมถือว่ารสชาติ ดั้งเดิมของเขาที่มาเสิร์ฟนั้นทำออกมาได้ถูกปากมากมาย ขอบอกว่าถ้าได้มาต้องหาโอกาสมาลองให้ได้ครับ พออิ่มท้องแล้วเราก็พร้อมลุยต่อทันที ยังไม่ใช่เดินทางไหว้พระต่อนะครับ แต่เป็นการลุยตามหาของหวานที่ขึ้นชื่อของเชียงคานคือ “ไอติม ลุงเติบ” ซึ่งจากข้อมูลที่ได้มาคุณลุงอยู่บริเวณ ซอย 14 ล่าง ไม่รอช้าครับรีบปั่นตามหาคนลุงกันใหญ่ทั้งซอย 14 ล่าง และบริเวณถนนริมโขงใกล้ๆ จนสมาชิก บางคนถอดใจแล้ว เพราะตามหาคุณลุงเติบไม่เจอสักที เราจึงตัดสินใจกลับมาไหว้พระตามแผนเดิม ...สถานีต่อไปคือ “วัดมหาธาตุ” ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่มาก สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2197 เวลาที่ล่วงเลยมาหลายร้อยปีแล้วทำให้สภาพวัดก็ดูทรุมโทรมลงไปตามกาลเวลา หลังจากเก็บภาพเป็นที่เรียบร้อย เราก็ตัดสินใจไปหากาแฟดื่มเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ แต่แล้วเรากลับเจอ “ไอติม ลุงเติบ” อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งงานนี้ไม่มีพลาดครับ พวกเราทานกันคนละ 2 ถ้วย (ราคาถ้วยละ 5 บาท !!!) หลังจากได้ลิ้มรสแล้วบอกได้ว่าอร่อยคุ้มการรอคอยจริง ๆ หวาน นุ่ม โดยเฉพาะท็อปปิ้งของคุณลุงคือ ถั่วเขียวกระเทาะเปลือกบดละเอียดซี่งเข้ากับไอติมกะทิของคุณลุงได้อย่างลงตัวมากๆ หลังจากของหวานปริมาณมากได้ตกลงสู่กระเพาะอาหารไปแล้วเพื่อนๆ ก็เริ่มมีอาการหนังท้องตึง หนังตาหย่อน เราจึงพับแผนเรื่องการไหว้พระ 9 วัดเก็บไว้ แล้วเดินทางกลับไปนอนพักเหนื่อยที่เพลิน เพลิน

แก่งคุดคู้ เชียงคาน ตากอากาศ เลย แม่น้ำโขง ชมวิว ปลาแม่น้ำโขง หลังจากตื่นนอนยามบ่าย ภาระกิจต่อไปของเราคือไป “แก่งคุ้ดคู้” ซึ่งอยู่ห่างออกไปไมไกลนัก คราวนี้เราเดินทางด้วยรถตู้ของเราเองครับ จุดนี้เป็นถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเป็นจุดชมวิวแม่น้ำโขงที่สำคัญจุดหนึ่งของเชียงคานเลยทีเดียว ระหว่างทางผ่านทั้งวัดและบ้านเรือนของชาวบ้าน ซึ่งสังเกตเห็นชาวบ้านในชุมชนย่านนั้นมีประกอบอาชีพทำมะพร้าวแก้ว ซึ่งถือว่าเป็นของดี ของขึ้นชื่อ ของเชียงคานด้วย เห็นแบบนี้แล้วเราก็อดไม่ได้ที่ต้องแวะลงไปชิมและไม่ลืมที่จะซื้อเป็นของฝากติดไม้ติดมือมาด้วยหลังล้อหมุนได้ไม่ถึง 5 นาที เราก็มาถึงปากทางเข้าแก่งคุ้ดคู้ แล้วก็เริ่มเดินชมโดยรอบ ซึ่งเราบังเอิญไปเจอป้ายประวัติของสถานที่ที่นี้ จับใจความได้คร่าวๆ จากป้ายซึ่งเล่าถึงนิยายปรัมปราว่าที่แห่งนี้มียักษ์ตนหนึ่งนอนตาย และที่สำคัญยักษ์ตนนั้นนอนตายคุ้ดคู้ด้วย จึงทำให้ได้ชื่อว่า “แก่งคุ้ดคู้” มาจนถึงปัจจุบัน หลังจากนั้นเราก็เดินไปหาอาหารทานกันในบริเวณริมแก่งนั้น สั่งไปหลายอย่าง ทั้งปลาแม่น้ำโขงผัดฉ่า ส้มตำ ต้มยำไก่บ้าน ปลาเผา ลาบ แต่รู้สึกชาติปรุงติดหวานไปนิด เราจึงต้องขอมะมาวมาใส่เพิ่มในต้มยำเลยทีเดียว แต่ที่อร่อยได้ใจแบบไม่ต้องปรุง คือ ปลาแม่น้ำโขงผัดฉ่า นี่แหละ หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้วเราก็เดินทางกลับไปที่พัก เพื่ออาบน้ำแล้วรอเดินเล่นยามค่ำในบริเวณถนนริมโขง

ถนนคนเดิน เชียงคาน ค่ำ ๆ เลย พออาบน้ำเสร็จ อากาศก็เริ่มเย็นทันที เวลาประมาณหนึ่งทุ่มก็เริ่มมืดแล้ว ทำให้แสงไฟจากร้านค้าเริ่มสว่างขึ้น เราจึงเริ่มออกเดินทางเดินชมร้านค้าต่างๆ โชคดีว่าช่วงที่เราเดินทางกันนั้นยังมีนักท่องเที่ยวมาไม่มากจึงทำให้ได้รูปที่ออกมาสวยกว่าที่คิด และได้ภาพของสถานที่แบบเต็มๆ แม้ว่า แม้ว่าบางรูปเราก็ต้องรอจังหวะให้คนเดินผ่านจนหมดเป็นหลายนาทีก็ตาม ไม่น่าเชื่อว่าพวกเราใช้เวลาเดินเล่นและถ่ายรูปกับบนถนนสายสั้นๆ แห่งนี้ถึงเกือบ 3 ชั่วโมง ด้วยความใจเย็นในการเดินของพวกเราผ่านร้านรวงมากมาย ทั้งถ่ายรูป ดูของที่ระลึก ซื้อเสื้อ เขียนโปสการ์ด พอได้ของติดไม้ติดมือและรูปสวยๆ กลับมา เราก็มุ่งหน้าเดินกลับที่พักกันทันที เวลานั้นประมาณสี่ทุ่มนิดๆ เราก็ตั้งทีมกันหลัง เพลิน เพลิน นั่งชมบรรยากาศริมโขงยามค่ำคืน ยิ่งดึกอากาศก็ยิ่งเย็นขึ้นเรื่อยๆ จนเวลาเที่ยงคืนสมาชิกต่างก็ขอตัวแยกย้ายกันไปนอน เพราะพรุ่งนี้เช้ายังมีภารกิจสำคัญรอเราแต่เช้าตรู่
เช้า ตักบาตรข้าวเหนียว บรรยากาศ เชียงคาน เลย เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นเตือนให้เรารู้ว่าได้เวลาต้องรีบอาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน เตรียมไปตักบาตรยามเช้า ปรากฎว่า ณ เวลาใกล้รุ่งก่อนหกโมง อุณภูมิอยู่ที่ 20 องศาเซลเซียส กำลังดี คิดไม่ผิดจริงๆ ที่เลือกที่พักแบบไม่เอาห้องแอร์ พอแต่งตัวเสร็จเราก็สะพายกล้องไปเก็บภาพของริมโขงยามเช้า แล้วก็ออกไปเตรียมตัวตักบาตรหน้าบ้านพักทันที ซึ่งเจ้าของที่พักก็ได้ช่วยจัดเตรียมชุดอาหารใส่บาตรให้เราด้วยตามที่เราได้แจ้งไว้ สนนราคาก็ 40 บาทต่อชุด ประกอบด้วย หมูปิ้ง 5 ไม้ กล้วยไข่ 2 ลูก ขนมเทียน 2 ชิ้น ดอกไม้ 2 ชุด และที่ขาดไม่ได้คือ ข้าวเหนียวร้อนๆ 1 กระติ๊บ หลังจากได้อุปกรณ์มาเรียบร้อยแล้ว เราก็ลงมานั่งปูเสื่อรอพระท่านอยู่ที่หน้าบ้านพัก ซึ่งท่านจะออกบิณฑบาตผ่านบริเวณนี้เป็นประจำตามเส้นทางหลักของท่านอยู่แล้ว พอพระท่านมาเราก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการสังเกตุคนที่มาตักบาตรกันที่นี่ คือ เขาจะนั่งบนเสื่อ แล้วหยิบข้าวเหนียวใส่บาตร ซึ่งปกติพวกเราไม่เคยนั่งใส่บาตรบนเสื่อเลย อีกทั้งส่วนใหญ่ก็ยืนกันทั้งนั้น แต่ที่นี่เขาปฏิบัติกันเป็นกิจวัตร เห็นแล้วเป็นภาพที่น่ารักและอบอุ่นมากๆ บางครั้งพระคุณเจ้าก็มีการสอบถามสารทุกข์สุขดิบของญาติโยมทั้งหลาย ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าประทับใจอีกเรื่องหนึ่งที่ได้เห็นวัดและชุมชนที่นี่อยู่กันเป็นครอบครัว ดูแลกันและกันเป็นอย่างดี
ปาท่องโก๋ยัดไส้ อาหาร กาแฟ ขนมครก หมูปิ้ง เชียงคาน เลย เมื่อตักบาตรกันเสร็จเรียบร้อย เราก็ออกเดินทางหาอะไรใส่ท้องยามเช้ากัน จุดมุ่งหมายเราคือ ตลาดสดครับ ไม่ต้องตกใจ เราไปตลาดจริง ๆ แต่เราไมได้ไปหาซื้ออาหารสดมาประกอบอาหารกัน แต่เราไปตามหา “ปาท่องโก๋ยัดไส้” ที่ใครๆ หลายคนแนะนำให้มาทานให้ได้ ซึ่งเราก็ไม่รอช้าเดินตรงเข้าในตลาดและก็หาเจอในที่สุด จากการสำรวจโดยรอบพบว่ามีอยู่ 2 ร้าน ว่ากันง่าย ๆ คือมี ร้านใหญ่ กับร้านเล็ก ที่เป็นแผงขนาดเล็ก ไม่สะดุดตา และไม่มีโต๊ะให้นั่ง แต่พอแอบไปมองร้านใหญ่ นั้น พบว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากและมีโต๊ะให้นั่งทานกันด้วย คราวนี้ถึงเวลาตัดสินใจแล้ว เราก็เลือกร้านเล็กเพราะเราเห็นคนท้องที่เขามาอุดหนุนร้านนี้กัน เราก็เลยตามอย่างทันที อยากสัมผัสความเป็นของแท้ดั้งเดิม ให้มากที่สุด ฮ่า ๆ ๆ หลังจากนั้นเราก็เดินชมตลาดรอบๆ พร้อมกับได้ขนมครก ข้าวจี่ ไข่ปิ้งและไก่ย่างติดมือกลับมาด้วย จากนั้นก็มุ่งหน้าหาที่นั่งทานอาหารกัน ระหว่างทางกลับเหลือบไปเจอร้านกาแฟเล็กๆ แห่งนึง พวกเราเลยตกลงปลงใจเข้าไปดื่มกาแฟยามเช้าพร้อมกับอาหารต่าง ๆ ที่เราหอบหิ้วมาจากตลาด แต่สมาชิก ที่ไปด้วยกันคิดว่าปริมาณแค่นี้คงไม่พอประทังความหิวอันยิ่งใหญ่ของพวกเราแน่ๆ จึงขอซื้อ “หมูปิ้งนุ่มนิ่ม” หน้าร้านกาแฟมาสมทบด้วย ซึ่งขอบอกว่าหมูปิ้งเขาอร่อยมากจริง ๆ นุ่มนิ่มสมชื่อจริงจัง อร่อยมากจนอยู่บนจานได้ไม่ทันการความไวในบันทึกภาพของพวกเรา และยังขายดีกว่าปาท่องโก๋ยัดไส้ ที่เราตั้งใจมากินเป็นหลักเสียอีก

ล่องแพ ชิว ๆ บ้านห้วยกระทิง  เชียงคาน เลย เมื่อท้องอิ่มการเดินทางบทต่อไปก็ได้เริ่มขึ้นด้วยการกลับไปที่ เพลิน เพลิน เพื่อเก็บข้าวของเตรียมพร้อมเดินทางต่อไปยังจุดมุ่งหมายต่อไป คือ บ้านห้วยกระทิง หลังจากที่ได้รับคำแนะนำจากพี่เจ้าของเพลิน เพลิน ว่าน่าลองไปดูบรรยากาศ ล่องแพ และทานข้าวเที่ยงที่นั่นพวกเราที่ อยากได้บรรยากาศสบาย ๆ แบบนั้นอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ไม่รอช้ารีบออกรถทันที ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึงบ้านห้วยกระทิง ในบริเวณนั้นมีกลุ่มชาวบ้านที่ประกอบอาชีพล่องแพอยู่หลายกลุ่ม เราก็ขับรถหลงทางไปจนพบกับ ”แพเพื่อนพ้อง” และตัดสินใจเลือกที่นี่ในที่สุด ค่าเช่าแพก็ย่อมเยาเพียง 250 บาท สามารถขึ้นได้ 8 คน และอยู่ได้ทั้งวันตามที่เราต้องการ หลังจากเหล่าสมาชิกย้ายตัวเองขึ้นไปอยู่บนแพเป็นที่เรียบร้อย เราก็สั่งอาหารไปหลายอย่างก่อนที่พนักงานจะเอาเชือกมาผูกกับเรือหางยาวแล้วลากพวกเราออกไปทิ้งไว้กลางน้ำ เวลาจะติดต่อคนที่ฝั่งก็ไม่ยาก ให้ไปชักธงขึ้น แล้วเดี๋ยวพวกพี่เห็นก็จะเอาเรือมาถามว่าต้องการอะไรเพิ่มเติม ระหว่างนั่งรออาหารนั้น พวกเราก็ไม่อยู่เฉยต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาเก็บภาพกันเต็มที่ ใครอยากเป็นแบบกลางน้ำก็เชิญได้เต็มที่ แต่พออาหารมาถึงพวกเราก็ไม่รอช้า อาหารที่นี่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่แพง อีกทั้งรสชาติยังถูกปากกว่าที่แก่งคุ้ดคู้เสียอีก ไม่นานนักทุกอย่างก็หมดเรียบ เราก็แยกย้ายกันเอนหลังสักพัก จนบางคนก็เลยเถิดไปจนถึงเผลอหลับ เพราะบนแพนั้นอากาศดีมากเสียจนพวกเรารู้สึกไม่อยากกลับลงจากแพเลยทีเดียว ...และที่นี่ก็จะถูกเก็บไว้ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป...


คิดถึง ”เชียงคาน” ไม่เคยลืม “เลย” 15 พย 2553 23:29 น. บรรยากาศหน้าหนาวที่ร้อนมากมายจนต้องเปิดแอร์ ในห้องพักเล็ก ๆ ที่ศรีราชา ชลบุรี
เจ้าชายรองเท้าแตะ

Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview
Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview
Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview
Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview
Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview
Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview
Chiangkan Preview Chiangkan Preview Chiangkan Preview