Guatemala I The Lost Mayan City : พาเที่ยวกัวเตมาลา..ตื่นตาเสน่ห์ชาวมายัน
ในที่สุดก็ได้มีเวลาเขียนเรื่องกัวเตมาลามาลงไว้ให้ได้ชมกัน งานนี้ไปกับหัวหน้าทัวร์เจ้าเก่า ที่ไปเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกา รวมถึงอิยิปต์ที่เคยมาลงในคราวก่อน คราวนี้ถึงเวลาเที่ยวเมืองมายาที่ประเทศกัวเตมาลาและฮอนดูรัสกันบ้าง
ไปกับผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวนี่ช่างแสนสบาย มีคนวางแผนจองตั๋วจองทัวร์จองโรงแรมให้เสร็จสรรพ คราวนี้สนุกสนานมากเพราะไปกันถึงแปดคน บินมาจากทั้ง West coast และ East coast จากเมืองไทย แผนคร่าวๆคราวนี้ก็คือบินไปลงที่ Guatemala city แล้วไปเที่ยวที่ Antigua จากนั้นก็ขับรถไปเมือง Copan ประเทศฮอนดูรัส ก่อนจะไปต่อที่ Chichicastenango และ Panajachel ที่ตั้งของ Lake Atitlan จากนั้นก็อาศัยความอึดนั่งรถนอนไป Flores ไปชม Tikal อันเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางอารยธรรมมายัน แล้วนั่งรถนอนกลับมา เพื่อบินออกจากกัวเตมาลาอีกที ฟังจากแผนแล้วน่าสนุกดีนะคะ....
ไปกับผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวนี่ช่างแสนสบาย มีคนวางแผนจองตั๋วจองทัวร์จองโรงแรมให้เสร็จสรรพ คราวนี้สนุกสนานมากเพราะไปกันถึงแปดคน บินมาจากทั้ง West coast และ East coast จากเมืองไทย แผนคร่าวๆคราวนี้ก็คือบินไปลงที่ Guatemala city แล้วไปเที่ยวที่ Antigua จากนั้นก็ขับรถไปเมือง Copan ประเทศฮอนดูรัส ก่อนจะไปต่อที่ Chichicastenango และ Panajachel ที่ตั้งของ Lake Atitlan จากนั้นก็อาศัยความอึดนั่งรถนอนไป Flores ไปชม Tikal อันเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางอารยธรรมมายัน แล้วนั่งรถนอนกลับมา เพื่อบินออกจากกัวเตมาลาอีกที ฟังจากแผนแล้วน่าสนุกดีนะคะ....
![]() |
จัดกระเป๋าคู่ชีพสองใบเสร็จ เราก็พร้อมลุย วันแรกนี่เหนื่อยน่าดูเพราะบินแต่เช้าตีห้าเพื่อจะไปถึงกัวเตมาลาตอนเที่ยงๆ ภูมิประเทศที่เห็นจากตอนอยู่บนเครื่องบินดูแปลกตา
ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูง มีแม่น้ำสายใหญ่ลดเลี้ยวพาดผ่าน ไม่แปลกใจเลยที่แถบนี้เป็นแถบที่มีอัตราการเกิดแผ่นดินไหวสูง ขนาดบินผ่านแวบๆเจ้าภูเขาไฟที่ยัง Active ก็ยังอุตส่าห์พ่นควันออกมาให้เห็น สนามบินที่นี่เล็กทางออกมีทางเดียว เลยไม่หลงกันถึงแม้ว่าไฟลท์จะมาจากคนละที่ทริปนี้เรามีรถส่วนตัวพร้อมคนขับที่จะไปกับเราตลอดทาง พี่คนขับชื่อ Eric ขับรถแวนใหญ่นั่งได้แปดคนสบายๆมารับใช้เวลาพอประมาณกว่าจะขับรถออกจากกัวเตมาลาซิตี้ไปถึงแอนติกัว ให้เราได้เข้าห้องล้างหน้าล้างตาหลังจากที่นั่งเครื่องบินกันมานาน Hotel Casa Florencia ที่เราจองเป็นโรงแรมเล็กๆน่ารัก จากระเบียงหน้าห้อง มองไปจะเห็นภูเขาไฟด้วยทีเดียว จุดหมายแรกคือเมืองแอนติกัว เมืองหลวงเก่าที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบบารอคที่ยังเหลือรอดมาจากสมัยโคโลเนียล เมืองแอนติกัวนี้อยู่ห่าง Guatemala City ไปราว 45 กม. ด้วยความที่เมืองแอนติกัวนี้ร่ำรวยคุณค่าด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม องค์การยูเนสโกจึงได้ประกาศให้เมืองแอนติกัวเป็นหนึ่งใน World Heritage Site ในปีคศ. 1979
|
![]() |
เก็บกระเป๋าเสร็จก็มีไกด์ส่วนตัวมาพาเที่ยวชมเมือง คุณไกด์เริ่มจากพาไปที่ Mirador la Cruz ซึ่งเป็นจุดชมวิวจากยอดเขาเป็นจุดแรก เมืองแอนติกัวนี้อยู่ท่ามกลางภูเขาไฟสามลูกคือ Agua (น้ำ), Fuego (ไฟ) และ Acatenango (ที่เห็นมีสองยอดในรูป)
จากจุดชมวิวนี้เราจะมองเห็นวิวของเมืองแอนติกัวทอดไกลจรดภูเขาอีกลูกเลยทีดียว ขาขึ้นเราปีนขึ้นเนินกันไปส่วนขาลงมีบันไดให้เลาะปีนลงด้านหลังอย่างที่เห็นในรูป คุณไกด์เลือกที่ได้เหมาะเจาะแล้วก็เริ่มเล่าเรื่องราวความเป็นมาของแอนติกัวทันใด เรื่องก็มีอยู่ว่า แอนติกัวนี้อยู่ในบริเวณ Panchoy Valley เป็นเมืองหลวงเมืองที่สามของกัวเตมาลาหลังจากมีการโยกย้ายมาถึงสองครั้งสองคราเพื่อหนีน้ำท่วมและแผ่นดินไหว ชาวสเปนที่เข้ามายึดครองดินแดนแถบนี้ตั้งแอนติกัวขึ้นเป็นเมืองหลวงในปี คศ.1543 แอนติกัวได้เป็นเมืองหลวงมายาวนานราวสองร้อยปี แม้ว่าระหว่างนั้นจะมีแผ่นดินไหวสร้างความเสียหายนใหญ่ๆให้อยู่หลายครั้ง จนกระทั่งถึงปี คศ. 1773 ที่เมืองถูกแผ่นดินไหวได้รับความเสียหายอย่างหนัก จนต้องย้ายไปตั้งเมืองหลวงใหม่ที่อื่นในที่สุด ช่วงที่สเปนเข้ามายึดครองได้มีการสร้างโบสถ์แคทอลิกและสถาปัตยกรรมแบบบารอคไว้มากมายในเมืองแอนติกัว ซึ่งยังเหลือรอดมาให้เราได้เห็นอย่างน่าอัศจรรย์ หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้รักษาสภาพเมืองไว้ได้ราวกับหยุดเวลาไว้ในสมัยโคโลเนียลก็คือการตัดสินใจย้ายเมืองหลวงในปีคศ. 1773 ด้วยความที่ย้ายเมืองหลวงไปที่อื่น ความเจริญก้าวหน้ายังรุกล้ำเข้ามาถึงแถบนี้ได้ไม่มากนัก ดังนั้นสถาปัตยกรรมใดๆที่หลงเหลือจากแผ่นดินไหวก็ยังคงสภาพไว้อย่างนั้นจวบจนกระทั่งทุกวันนี้ จนทำให้เมืองแอนติกัวในปัจจุบันได้ชื่อว่าเป็น world heritage site และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักแห่งหนึ่งของกัวเตมาลา โบสถ์หลายๆโบสถ์รักษาสภาพได้ดีจนเหลือเชื่อ แต่บางอันก็เหลือแต่ façade ให้เห็น
|
![]() |
ถัดไปเราได้ไปแวะชม Hotel Casa Santo Domingo ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงแรมหรูอันดับต้นๆของเมืองแอนติกัว โรงแรม นี้เดิมคือ Santo Domingo Monastery สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่สวยงามยังคงถูกรักษาไว้เป็นอย่างดี แม้จะมีการแต่งเติมให้บรรยากาศทันสมัยขึ้นเล็กน้อยเพื่อใช้เป็นโรงแรม นอกจากบรรยากาศสวนแบบเก่าๆที่แสนจะมีสเน่ห์ ที่โรงแรมก็ยังมีนก macaw เลี้ยงอยู่หลายตัว ส่งเสียงเถียงกันดังลั่นไม่หยุดหย่อน บางมุมสวนทางโรงแรมจัดให้เป็นมุมขายของพื้นเมืองที่สีสันสดใสไม่แพ้นกแก้วและที่ทำให้เราตาเยิ้มกันเป็นแถบก็คือร้านช็อกโกแลตชั้นเยี่ยมที่ประเดิมเงินกัวเตมาลา (quetzal ) ออกจากกระเป๋าเราไปเป็นที่เรียบร้อย ขาเดินกลับออกจากโรงแรม เราเดินผ่านร้านอาหารประจำโรงแรมซึ่งดูดีมากๆไกด์เห็นเราชะเง้อชะแง้สนใจเลยบอกว่าเชฟที่นี่เป็นเชฟดังอันดับหนึ่งของกัวเตมาลาเลยทีเดียว เราได้ฟังเท่านั้นก็ไม่รอรี รีบวิ่งเข้าไปจองไว้โดยด่วน |
![]() |
จากนั้นไกด์ ก็พาไปลงที่พิพิธภัณฑ์หยก ที่นี่เค้าจัดไกด์สาวน้อยมาเล่าเกี่ยวกับหยกให้ฟัง ให้ดูตัวอย่างหยกรูปแบบต่างๆ และการเจียรให้เป็นรูปร่างที่ต้องการ หยกนั้นมาจากแร่ได้สองชนิดคือ Nephrite หรือ Jadeite Nephrite นั้นส่วนใหญ่จะมีสีเขียว แต่ Jadeite นั้นสามารถเป็นสีอะไรก็ได้ Jadeite มีราคาแพงและหายากกว่า ในโลกนี้พบได้แค่ที่กัวเตมาลา อเมริกา สวิส คาซัคสถาน ญี่ปุ่น และ พม่า เท่านั้น ในสมัยมายัน หยกนี้จำกัดไว้เฉพาะชาวมายันชั้นสูงเท่านั้น การขุดพบทางโบราณคดีทำให้พบว่ามีการทำหน้ากากหยกใส่ให้ศพของราชวงศ์ก่อนจะทำการฝังด้วย ที่พิพิธภัณฑ์หยกนี้ก็มีแบบจำลองของหยกที่ขุดพบ ณ แหล่งโบราณคดีต่างๆมาแสดงไว้ |
![]() |
หลุดออกมาได้ก็เย็นย่ำแม้ขันติอันสูงส่งจะทำให้ตังค์ไม่หล่นออกจากกระเป๋าไปเป็นค่าหยกก็ตาม เวลาที่เหลือก่อนอาทิตย์ตกดิน คุณไกด์ชี้ชวนให้ออกมาเดินดูตัวเมือง ชมโบสถ์วิหารต่างๆตึกรามบ้านช่องของที่นี้ส่วนมากจะเป็นชั้นเดียวหรือสองชั้นไม่มีตึกสูงๆบดบังทัศนียภาพเท่าไร สีสันก็มักจะตัดกันฉับๆ น่าจะถ่ายรูปขึ้น เสียแต่เรามากันเย็นไปหน่อยแดดหมดแล้ว ฟ้าไม่แจ่มแสงเลยออกมาไม่สวยเท่าที่ควร แน่นอนว่ามาถึงแอนติกัวเราก็ต้องไปถ่ายรูปที่ The Arch of Santa Catalina อันเลื่องชื่อ
โค้ง ประตูนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของ Santa Catalina monastery ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 ก่อนที่จะถูกแผ่นดินไหวทำให้เสียหายอย่างหนักจนเหลือแต่โค้งประตูที่เห็นนี้ เดินไปเดินมาก็เข้าสู่บริเวณใจกลางเมือง แน่นอนว่าเต็มไปด้วยสถานที่ราชการ และโบสถ์เก่าๆ อย่าง San Francsico el Grandeและ Catedral de San José หรือ Antigua Guatemala Cathedral
ถ้าสังเกตถนนจะเห็นว่าทำเป็นถนนหินทั้งหมด (นั่งรถนี่สะเทือนมากๆ) กลางถนนมีแถบๆทำเป็นร่องระบายน้ำตอนฝนตก แต่ไกด์บอกว่าเวลาฝนตกเข้าจริงจะกลายเป็นมีแอ่งน้ำกลางถนนให้ข้ามลำบากแทน
|
![]() |
บริเวณจตุรัสกลางเมืองนั้นมีผู้คนเดินขวักไขว่ ลานกว้างของจตุรัสถูกใช้เป็นที่ขายของพื้นเมือง มีสาวๆมาขายผ้าทอมือสีสันฉูดฉาด ว่างๆก็จับกลุ่มเมาท์กันไปตามประสา รอบๆลานล้อมไปด้วยสีเขียวๆของพรรณไม้ จัดที่นั่งไว้อย่างดีให้ประชาชนใช้เป็นสวนสาธารณะกลางเมืองเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ จตุรัสกลางเมืองมีที่ซักผ้าสาธารณะไว้ให้ประชาชนมาใช้ ถามไกด์ว่าทำความสะอาดกันอย่างไร ได้ความว่าทุกคนจะเอาผ้ามาซักกับส่วนที่จัดไว้เป็นร่องโค้งแล้วปล่อยให้น้ำไหลลงไปรวมกันในบ่อ พอสกปรกมากๆก็จะมีการเปลี่ยนน้ำทั้งบ่อกันเสียทีนึง ส่วนจตุรัสกลางเมืองนั้น ที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็นน้ำพุ อันนี้มีชื่อเสียงเรียงนามเพราะพริ้งว่า the Fuente de las Sirenas (Fountain of the Sirens) เป็นความสร้างสรรค์ขอศิลปินคือ Miguel Porras ปกติจะเห็นแต่เด็กฉี่ แต่คราวนี้เราได้เห็นน้ำพุ่งออกจากปทุมถันของสาวๆ กันมั่ง |
![]() |
จากนั้นไกด์จึงพาไปชมพระอาทิตย์ตกดินที่ชั้นสองของโรงแรม Posada de Don Rodrigo วิวข้างบนสวยเชียว แต่ไปช้าไปนิด พระอาทิตย์มุดหลบหลังภูเขาไฟไปเรียบร้อยแล้ว ถึงแสงจะไม่สวยอย่างที่หวัง แต่บรรยากาศทึมๆสลัวๆใต้ม่านหมอกควันภูเขาไฟก็มีเสน่ห์ ให้มนต์ขลังไปอีกแบบ |
![]() |
จากนั้นก็ถึงเวลาสำคัญของวัน คือเวลาอาหารเย็น ไกด์แนะนำสองสามร้าน จริงๆ โรงแรม Posada de Don Rodrigo ก็ดูบรรยากาศดี มีเล่นมาริมบา (Marimba) เครื่องดนตรีประจำชาติของกัวเตมาลาขับกล่อม แต่พวกเราอยากไปกินร้านพื้นเมืองของที่นี่ เดินหาตั้งนานปรากฏว่าปิด ก็เลยต้องกลับไปกินร้านแถวๆจตุรัสกลางเมืองแทน อาหารที่นี่จะคล้ายๆอาหารเม็กซิกัน แต่ไม่เผ็ด เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ ย่างเตาถ่านมาร้อนๆ เสิร์ฟมาพร้อมถั่วดำบด กัวคาโมลี (ที่แสนจะถูกใจพวกเราผู้ชื่นชอบอโวคาโด) แป้ง tortillas และ กล้วยทอด (plantains) ที่ เห็นเป็นซุปไก่คือ Chicken Pepian ที่นี่คงฮิตมากเพราะมีในเมนูทุกร้าน แถมเวลาถามไกด์ ทุกคนก็แนะนำให้ลอง คล้ายๆมาเมืองไทยต้องลองต้มยำกุ้งกระมัง ซุปไก่นี้เข้มข้น รสชาติดี ค้นมาได้ว่าเป็น Chicken in spicy pumpkin and sesame sauce สุดท้ายคือขนมหวาน เราสั่ง Flan (คล้ายๆคัสตาร์ด) ราด เมเปิ้ลไซรัป แล้วก็ crepe สตอเบอรรี่ อร่อยปลาบปลื้มมากๆๆๆๆ อิ่มสบายแล้วก็กลับโรงแรมนอน เตรียมพร้อมลุยในวันต่อไป ตอนหน้าจะได้ฤกษ์พาชมเมืองโคปานหนึ่งในเมืองโบราณที่เคยรุ่งเรืองที่สุดของชาวมายา ติดตามอ่านกันให้ได้นะคะ
|
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
|
- 8174 reads