Miss Siam Hua Chang Heritage

วันนี้ทางทีมงานได้รับเชิญจากทางโรงแรมหัวช้างเฮอริเทจให้ไปลองชิมห้องอาหารอาหาร Miss Siam ที่ตกแต่งอย่างเรียบหรูแม้จะผสมผสานความเป็นไทยแต่ก็ยังมีความทันสมัยอยู่ด้วยเช่นกัน


Miss Siam
รสชาติ ที่ตั้ง: Phayathai Rd, Bangkok 10330 Thailand
เบอร์ติดต่อ : 02 217 0777
Website : Hua Chang Heritage Hotel
คุณภาพวัตถุดิบ
สุขอนามัย
ความคุ้มค่าราคา
สถานที่

หลายๆ ครั้งที่เรามีโอกาสได้ต้อนรับเพื่อนต่างชาติหรือคู่ค้าคนสำคัญจากแดนไกล คำถามที่เกิดขึ้นทุกครั้งคือคำถามที่ว่าจะพาแขกไปทานอาหารที่ไหนดีนะที่เราจะได้อวดความสุดยอดของอาหารไทยให้เขาได้ยลและให้เขาได้ประทับใจกับบรรยากาศในร้านอาหารไปด้วยในตัว ร้านที่นึกขึ้นได้บางร้านก็บรรยากาศดีปรับแต่งสถานที่อย่างหรูหราเพื่อการต้อนรับแขกต่างประเทศโดยเฉพาะแต่อาหารนั้นก็จะมีการปรับรสให้อ่อนลงเพื่อให้เหมาะกับชาวต่างชาติเช่นกัน ส่วนร้านเด็ดที่เราคนไทยชอบไปทานกันบางร้านก็ยังบรรยากาศและบริการไม่ได้ตามระดับที่เราต้องการ ร้าน Miss Siam นั้นก็ยังมีจุดเด่นที่อาหารไทยที่ทางร้านวางคอนเซปต์ไว้ว่าจะต้องเป็นอาหารไทยตามแบบฉบับดั้งเดิมรสชาติจัดจ้านแบบไทยแท้อวดสเน่ห์ปลายจวักของสาวไทยสู่สายตาชาวโลกอย่างภาคภูมิ ดังนั้นเมนูอาหารจะเป็นเมนูโบราณที่หาทานได้ยาก บางเมนูมีขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ห้าและเริ่มเลือนหายตามกาลเวลาทางร้านก็นำมาปัดฝุ่นและนำเสนอให้ทั้งคนไทยและเทศได้ชื่นชม อีกทั้งยังมีนโยบายเรื่องรสชาติที่จะไม่ปรับแต่งให้เผ็ดน้อยลงหรือหวานขึ้นเพียงเพื่อเอาใจชาวต่างชาติแต่จะชักชวนชาวต่างชาติให้เปิดใจลองชิมรสเด็ดแบบไทยแท้ๆดูสักมื้อ

อย่างที่เล่าให้ฟังว่าอาหารที่นี้เป็นอาหารไทยแท้แบบดั้งเดิม ทางร้านจึงจัดเป็นสำรับเหมือนในสมัยโบราณ และลูกค้าก็สามารถเลือกสั่งเป็นชุดสำรับที่แต่ละชุดก็จะมีทั้ง Appitizers, Soup, Salad, Main dishes และ Desserts ให้เลือกสรร โดยสนนราคาอยู่ที่ชุดละราวๆ 550-650 บาทแสนจะคุ้มค่า หรือใครจะสั่งเป็นอย่างๆ ตามใจชอบทางร้านก็มีให้เลือกเช่นกัน จานแรกที่เราชิมนั้นเป็น “ของว่างรวมสาวสยาม” ที่รวมเอาของว่างแบบไทยๆ หลากหลายชนิดไว้ด้วยกันไม่ว่าจะเป็น สามอนงค์หรือ สะเต๊ะ ที่มีทั้งหมู ไก่ และเนื้อ "ปอเปี๊ยะปู" และ อีกเมนูโบราณ "ประทัดลม (ปอเปี๊ยะกุ้งแม่น้ำ)" อีกทั้ง ค้าวคาวเผือก ที่ชื่อมีที่มาจากรูปทรงสามเหลี่ยมที่เหมือนกับปีกค้างคาว เมนูนี้เราอาจจะไม่คุ้นชื่อกันเท่าไรนักเพราะเป็นอีกสูตรโบราณที่ทางร้านเสาะหามาให้เราได้ชิม สะเต๊ะถึงจะแห้งไปนิด แต่น้ำจิ้มนั้นเครื่องแกงรสเข้มข้นถูกใจ ตัวเปาะเปี๊ยะเองก็ทำมาได้ดี ชอบเปาะเปี๊ยะปูเป็นพิเศษเพราะมีเนื้อปูชิ้นโตและวุ้นเส้นคลุกเคล้าเข้ากัน ค้างคาวเผือกนั้นหอมเผือกอ่อนๆ กรอบนอกนุ่มใน ถัดมาก็เป็น ”หมูย่างใบชะพลู” ใบชะพลูกลิ่นหอมอ่อนๆ ไม่เหม็นเขียวแบบที่นึกกลัว ทานกับหมูและน้ำจิ้มที่มีส่วนผสมของซิอิ๊วดำออกรสหวานกำลังดี ในจานมีหมี่ขาวเส้นบางเฉียบมาให้ทานเป็นเครื่องเคียง จานต่อมาชื่อน่าสนใจ “กุ้งสะดิ้ง” เป็นเมนูที่ทางร้านแนะนำ กุ้งสดหวานทานกับน้ำจิ้มรสจัดเผ็ดซี๊ดถึงใจ เคล็ดลับของจานนี้อยู่ที่การนำน้ำที่มาจากตัวกุ้งเองที่เรียกว่าน้ำสะเออะมาทำเป็นน้ำจิ้มทำให้น้ำจิ้มรสลุ่มลึกเป็นพิเศษ จานนี้แซ่บเสียจนแอบสงสารชาวต่างชาติเพราะทางร้านไม่สามารถทำเผ็ดน้อยให้ได้ ถ้าใครจะให้ชาวต่างชาติลองก็ช่วยเตือนก่อนล่วงหน้าว่าเผ็ดจริงและเตรียมน้ำไว้เลยค่ะ เมนูถัดมาคือ “น้ำพริกกะปิกับปลาทูทอด-หลนเนื้อปูกับปลาฟู” จานนี้ครบเครื่องมากๆ จนต้องยกนิ้วให้ ทั้งตัวหลนที่รสชาติออกหวานกลมกล่อมเต็มไปด้วยเนื้อปูชิ้นเป้ง ทานกับปลาฟูกรอบๆ หรือไข่ต้มยางมะตูม อร่อยอย่าบอกใคร ส่วนน้ำพริกกะปิก็รสดีเข้มข้นถึงใจจะทานกับปลาทูหรือชะอมไข่ก็เข้ากันสุดๆ ที่ประทับใจคือผักลวกที่เป็นเครื่องเคียงที่สุดจะสรรหามาให้ทาน ทั้ง ขมิ้น ดอกขจร บวบงู มะระขี้นก มะเขือม่วง แตงกวา ผักกาดขาว กระเจี๊ยบเขียว ฟักทอง ยอมรับตรงๆ เลยว่าผักหลายๆ อย่างตัวเองไม่เคยทานมาก่อนจนกระทั่งวันนี้ ดังนั้นไม่ใช่ว่าร้านนี้เหมาะกับการพาต่างชาติมาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเหมาะกับการพาลูกๆ หลานๆ เด็กยุคใหม่ให้มาทำความรู้จักกับอาหารไทย ผักพื้นบ้านไทย และขนมไทยแบบโบราณ เมนูเด็ดถัดไปคือ “หมี่ขยุ้ม” ที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย หมี่กะทิหอมกลิ่นกะทิอบอวล รสชาติกลมๆ กำลังดี มีถั่วลิสงถั่วฝักยาวให้เคี้ยวกรุบๆ ทานได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อ อีกหนึ่งเมนูที่ทางเชฟพยายามจะอนุรักษ์ไว้ให้ถึงคนรุ่นหลัง

มาถึงที่โรงแรมหัวช้างเฮอริเทจทั้งที รายการอาหารแนะนำที่ไม่พูดถึงไม่ได้ของที่นี่ คือ ชุดจิบน้ำชายามบ่าย “ศรีตอง” (600 ++ บาท สำหรับสองท่าน) โดยในชุดมีชาอังกฤษหลายชนิดให้เลือกและมีอาหารว่างและขนมแบบไทยๆ หลากหลายให้ได้ลิ้มลอง ทั้ง เปาะเปี๊ยะ หมี่กรอบ กุ้งทอด ข้าวตังหน้าตั้ง กะหรี่พัฟ และ ล่าเตียง ซึ่งปกติเคยได้ยินแต่ในวรรณคดีไทยในบทเรียน วันนี้ก็ได้โอกาสยลโฉมและชิมล่าเตียงที่เป็นตาข่ายทำจากไข่คลุมเครื่องรสอมหวานข้างใน ด้านขนมก็มี หม้อแกง ลูกชุบ ขนมทองเอก สังขยาฟักทอง รสชาติแต่ละจานก็ไม่ได้หวานจนเกินไปนัก ทานกับชาก็เข้ากันได้ดี สำหรับใครที่ชอบจิบน้ำชากับขนมเค้กยามบ่าย ถ้าอยากจะลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเป็นจิบชาอังกฤษกับขนมไทยดูบ้างก็เชิญได้ที่นี่เลย การเดินทางไปร้าน Miss Siam นั้นสะดวกสบาย สามารถลงรถไฟฟ้าได้ทั้งสถานีราชเทวีหรือสถานีสนามกีฬาแห่งชาติแล้วเดินอีกไม่ถึงสิบนาที บรรยากาศในตัวโรงแรมก็เป็นรูปแบบรีสอร์ทที่มีสวนและสระบัวสวยๆ ให้นั่งชมเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ ตัวห้อง Ivory Lounge เองนั้นก็ตกแต่งสวยงาม ถ้าต้องการมาฉลองโอกาสพิเศษกับคนรู้ใจทางร้านก็สามารถจัดมุมโรแมนติกให้คุณได้ หรือถ้ามาเป็นกลุ่มใหญ่และต้องการความเป็นส่วนตัวทางโรงแรมก็มีห้องพิเศษ (จ่ายเพิ่ม 2,000 บาท) ที่แยกเป็นอีกเรือนต่างหากจะร้องคาราโอเกะหรือส่งเสียงดังกันได้โดยไม่ต้องเกรงใจใคร และสำหรับผู้ที่อยากมานั่งดริงค์ชิลๆ ที่นี่ก็มี Pool Bar ไว้พร้อมให้คุณดื่มด่ำไปกับบรรยากาศสุดชิคยามราตรี หากใครสนใจพาเพื่อนต่างชาติมาอวดเอกลักษณ์ไทยหรือจะพากันมาสัมผัสความเป็นไทยที่เราไม่อยากลืมเลือนเสียเองที่นี่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคุณค่ะ



Miss Siam Preview Miss Siam Preview Miss Siam Preview Miss Siam Preview Miss Siam Preview
Miss Siam Preview Miss Siam Preview Miss Siam Preview Miss Siam Preview Miss Siam Preview
Miss Siam Preview Miss Siam Preview Miss Siam Preview Miss Siam Preview Miss Siam Preview
Miss Siam Preview Miss Siam Preview Miss Siam Preview Miss Siam Preview Miss Siam Preview